แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - PostDD

หน้า: [1] 2 3 ... 95
1

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คกง.) ในการประชุมครั้งที่ 2/2565 โดยอนุมัติให้กรมชลประทานขยายระยะเวลาดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ บริหารจัดการน้ำ และเพิ่มพื้นที่ชลประทาน กรอบวงเงิน 4,224 ล้านบาท จากเดิมสิ้นสุดเดือนธ.ค. 64 เป็นสิ้นสุดเดือนมิ.ย. 65

นอกจากนี้ อนุมัติให้กรมการข้าวขยายระยะเวลาดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพ และปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว กรอบวงเงิน 1,601 ล้านบาท จากเดิมสิ้นสุดเดือนธ.ค. 64 เป็นสิ้นสุดเดือนก.พ. 65 รวมทั้งอนุมัติให้กรมปศุสัตว์ ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตโคเนื้อด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ กรอบวงเงิน 75 ล้านบาท จากเดิมสิ้นสุดเดือนธ.ค. 64 เป็นสิ้นสุดเดือนมี.ค. 65

ทั้งนี้ ครม. ได้มอบหมายให้ทั้ง 3 หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการ เร่งรัดดำเนินโครงการให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่เสนอครั้งนี้ รวมถึงเร่งแก้ไขข้อมูลโครงการในระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ ให้สอดคล้องกับการปรับปรุงรายละเอียดของโครงการโดยเร็ว

ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้หน่วยงานรับผิดชอบโครงการที่ได้รับอนุมัติ ให้ดำเนินโครงการโดยใช้จ่ายจากเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 และพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 ให้เร่งดำเนินโครงการให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ และจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติจากครม. ไว้อย่างเคร่งครัด

2
ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดตรุษจีนปี 65 เม็ดเงินใช้จ่ายทรงตัว เน้นคุมงบหลังราคาสินค้าสูง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ราคาเครื่องเซ่นไหว้ และค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันการใช้จ่ายช่วงเทศกาลตรุษจีนของคนกรุงเทพฯ ปี 65 จากสถานการณ์ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นหลายด้าน ส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปลายปีก่อน ทั้งระดับราคาสินค้าที่ขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะหมวดอาหาร (อาทิ เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ น้ำมันพืช) ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอน ที่สร้างความกังวลต่อผู้บริโภคอยู่ ถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการวางแผนงบประมาณ และการจับจ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีนในปี 65

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดว่า เม็ดเงินใช้จ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีนของคนกรุงเทพฯ ในปี 65 อยู่ที่ประมาณ 11,790 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ที่หดตัวกว่า 10.4% เนื่องจากมีการวางแผนงบประมาณใช้จ่ายอย่างรัดกุม โดยจะยังให้น้ำหนักกับการจัดซื้อเครื่องเซ่นไหว้เป็นหลัก เนื่องจากเป็นกิจกรรมสำคัญของเทศกาล แม้ระดับราคาสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ ผลการสำรวจ ระบุว่า คนกรุงเทพฯ 71% มองว่า ระดับราคาสินค้าที่ขยับสูงขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเครื่องเซ่นไหว้ในหมวดอาหารสด (เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้) ที่จะต้องปรับเพิ่มขึ้น และแม้ว่าภาครัฐจะมีการตรึงราคาสินค้าจำเป็นบางรายการ อาทิ ก๊าซหุงต้ม ไก่เนื้อ สินค้าในโครงการธงฟ้า (หมูธงฟ้า) รวมถึงมาตรการช้อปดีมีคืน ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายให้กับผู้บริโภค และเพิ่มยอดขายบางส่วนให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ ร้านค้าปลีกสมัยใหม่

ในภาพรวมคาดว่า ราคาสินค้าโดยรวมน่าจะยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าปีก่อน โดยเฉพาะในช่วงตรุษจีนที่คาดว่าราคาเครื่องเซ่นไหว้น่าจะขยับขึ้นสูงได้อีก จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ เบื้องต้นประเมินว่าในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ราคาเนื้อสัตว์จะมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 15-30% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน ในขณะที่กลุ่มผักและผลไม้ น่าจะมีสัดส่วนของการปรับราคาที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มเนื้อสัตว์ โดยน่าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 5-10%

อย่างไรก็ดี มองว่าคนกรุงเทพฯ ยังคงสนใจทำกิจกรรมในช่วงเทศกาลตรุษจีน แต่ปรับตัวให้สอดรับกับกำลังซื้อที่สวนทางค่าครองชีพที่ทยอยสูงขึ้น จากการเผชิญกับระดับราคาสินค้าและภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นนั้น ส่งผลให้คนกรุงเทพฯ จำเป็นต้องปรับพฤติกรรมการจับจ่ายให้สอดรับกับสถานการณ์ดังกล่าวภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด โดยคนกรุงฯ กว่า 72% จะยังคงวางแผนงบประมาณเท่าเดิมหรือใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แต่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่าย ดังนี้

1. ในส่วนของค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดซื้อเครื่องเซ่นไหว้ ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักของเทศกาล ผู้บริโภคคงหลีกเลี่ยงกับการปรับขึ้นราคาไม่ได้ ส่งผลให้ในภาพรวมยังคงมีการสำรองงบประมาณการใช้จ่ายส่วนนี้เป็นหลัก แม้ระดับราคาสินค้าปรับสูงขึ้น แต่คนกรุงฯ ส่วนใหญ่จะปรับตัวโดยการลดปริมาณการซื้อลง (โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้ไม่เกิน 45,000 บาท/เดือน) มีเพียงบางส่วนที่หันมาเพิ่มงบประมาณ (ส่วนใหญ่คือกลุ่มผู้มีรายได้ 45,000 บาท/เดือนขึ้นไป)

2. ค่าใช้จ่ายในการทำบุญ/ท่องเที่ยว แม้ว่าทิศทางราคาพลังงาน (ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง) จะยังอยู่ในระดับสูง แต่จากสถานการณ์โควิด-19 ที่มีสัญญาณที่ดีขึ้น มีการเข้าถึงวัคซีนมากขึ้น ส่งผลให้คนกรุงเทพฯ บางส่วนวางแผนทำบุญ/ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ยังคงท่องเที่ยวด้วยความอย่างระมัดระวัง มีการจัดสรรค่าใช้จ่ายภายใต้งบประมาณที่จำกัด

3. ค่าใช้จ่ายเพื่อแจกแต๊ะเอีย ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ลากยาวติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ส่งผลให้คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่พยายามปรับลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลงมากที่สุด ทั้งจำนวนเงินและจำนวนผู้ให้ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ

"คนกรุงเทพฯ จะหันมาปรับพฤติกรรมการจับจ่ายในส่วนอื่นๆ เช่น แม้จะออกมาทำกิจกรรมทำบุญ/ท่องเที่ยวมากขึ้น แต่จะจัดสรรงบประมาณอย่างระมัดระวังภายใต้งบประมาณที่ได้ตั้งไว้ รวมถึงปรับลดงบประมาณแจกแต๊ะเอีย ทั้งจำนวนเงินและจำนวนผู้ให้ โดยเม็ดเงินดังกล่าวแบ่งเป็น การใช้จ่ายเครื่องเซ่นไหว้ 6,000 ล้านบาท (ขยายตัว 7.1%) การใช้จ่ายท่องเที่ยว/ทำบุญ/ทานข้าวนอกบ้าน 3,050 ล้านบาท (ขยายตัว 2.8%) และการแจกเงินแต๊ะเอีย 2,740 ล้านบาท (หดตัว 14.8%)" ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ระบุ
ด้านการเพิ่มยอดขายในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 65 ภาคธุรกิจต้องวางแผนการตลาด และเพิ่มการให้บริการตอบโจทย์ลูกค้า โดยเฉพาะการจัดโปรโมชั่นด้านราคา รวมถึงเพิ่มการให้บริการที่ช่วยสร้างความสะดวกในการจับจ่ายให้กับผู้บริโภค คนกรุงเทพฯ บางส่วนเลือกสั่งซื้อเครื่องเซ่นไหว้จัดชุดสำเร็จรูปผ่านช่องทางออนไลน์ หรือโทรสั่งให้ร้านค้าส่งเดลิเวอรี่กันมากขึ้น ทำให้คาดว่า ตรุษจีนปี 65 การสั่งซื้อผ่านช่องทางนี้จะยังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนจากผลการสำรวจที่ระบุว่า สัดส่วนการสั่งซื้อเครื่องเซ่นไหว้ผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการเข้าไปเลือกซื้อเองที่ร้าน

อย่างไรก็ดี แม้ว่ารูปแบบการจัดเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ในภาพรวม ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะยังเลือกซื้อแยกแต่ละชนิดตามร้านต่างๆ แต่หากเป็นการสั่งซื้อผ่านช่องทานออนไลน์จะพบว่า สั่งซื้อเครื่องเซ่นไหว้ที่จัดสำเร็จรูปไว้จะได้รับความสนใจมากกว่าการแยกซื้อ ซึ่งน่าจะเป็นเพราะสามารถตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างครบครันและสะดวกรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีเวลาในการเลือกซื้อจำกัด

ดังนั้น การชูจุดขายของผู้ประกอบการโดยเฉพาะการจัดโปรโมชั่นด้านราคา รวมถึงเพิ่มการให้บริการที่ช่วยสร้างความสะดวกในการจับจ่ายให้กับผู้บริโภค น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องเซ่นไหว้ของคนกรุงเทพฯ ในช่วงตรุษจีนปีนี้ เช่น มีการจัดเซ็ตเครื่องเซ่นไหว้สำเร็จรูปหลากหลายราคา ให้ผู้บริโภคเลือกให้เหมาะสมกับงบประมาณที่มี โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีงบประมาณจำกัด

นอกจากนี้ การจัดโปรโมชั่นเพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคเห็นถึงความคุ้มค่าคุ้มราคา บริการจัดรวดเร็วและส่งฟรีเมื่อสั่งซื้อผ่านออนไลน์ ตลอดจนการเตรียมควรพร้อมด้านการอำนวยความสะดวกอื่นๆ ให้กับผู้บริโภค อาทิ การออกใบกำกับภาษี เพื่อนำมาลดหย่อนภาษีจากการใช้สิทธิ์มาตรการช้อปดีมีคืน เป็นต้น

"มองไปข้างหน้า พฤติกรรมและมุมมองของผู้บริโภคคนไทยเชื้อสายจีนที่มีต่อเทศกาลตรุษจีน คงจะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์และกำลังซื้อที่ผู้บริโภคเผชิญอยู่ ซึ่งจะกลายเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับผู้ประกอบการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลตรุษจีนในปีต่อๆ ไป ดังนั้น การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดให้เหมาะสมและเท่าทันกับพฤติกรรม และสภาพตลาดที่เกิดขึ้นในทุกๆ ช่องทางการขาย ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ธุรกิจสามารถไปต่อได้ในระยะข้างหน้า" ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ระบุ

3
ให้เราดูแลสุขภาพของคุณ ด้วยคอลลาเจนหน้าใส
เพิ่มความละมุนเนียนนุ่ม แล้วก็กระจ่างขาวใสให้กับผิว กระตุ้นสุขภาพผิวให้แข็งแรง ดูสดชื่น ผิวเรีบบเนียนไม่มีสะดุด หยุดทุกสายตา สร้างเสริมส่วนประกอบของผิวให้มองสุภาพละมุนละมัย ไม่หยาบกร้าน

โทรหารือเราเรื่องคอลลาเจนหน้าใส ยินดีให้คำแนะนำ
- คอลลาเจนหน้าใส
- รีวิวคอลลาเจนหน้าใส
- คอลลาเจนหน้าใสสั่งซื้อตรงไหน
- คอลลาเจนหน้าใสราคาเท่าไร
- คอลลาเจนหน้าใสที่เยี่ยมที่สุด
- คอลลาเจนดำเนินการยังไง รับประทานยังไงให้หน้าใส
- คอลลาเจนหน้าใสตัวไหนดี

Link : https://bit.ly/3fZtgo4

4
“เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์” เผย “มอลตัน เกทส์ กรุงเทพกรีฑา-เมทริส ดิสทริค ลาดพร้าว" คว้ายอดขายโค้งท้ายปี 64

“เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์” พา 2 โครงการใหม่ล่าสุด บ้านซูเปอร์ลักชัวรี่ มอลตัน เกทส์ - กรุงเทพกรีฑา และคอนโดใจกลางเมือง เมทริส ดิสทริค ลาดพร้าว คว้ายอดขายส่งท้ายปีเกินคาด หลังเดินหน้า กลยุทธ์ Exclusive Sales และจัดรอบ Early Bird ผ่าน Online Booking เร่งเดินเครื่องกลยุทธ์ดิจิทัล แพลตฟอร์ม กวาดยอดขายท้ายปี 64 ต่อเนื่อง

น.ส.เพชรลดา พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซูรีและคอนโดมิเนียมเลี้ยงสัตว์ได้ (Pet-Friendly Residences) เปิดเผยว่า ถึงแม้ว่าปัจจุบันเมเจอร์ฯ จะยังไม่ได้เปิดขายรอบพรีเซลอย่างเป็นทางการ ซึ่งยังอยู่ระหว่างกระบวนการก่อสร้างสำนักงานขาย แต่บริษัทฯ ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจาก 2 โครงการใหม่ได้แก่ โครงการบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ มอลตัน เกทส์ - กรุงเทพกรีฑา (Malton Gates Krungthep Kreetha) และโครงการคอนโดมิเนียมระดับ Mid-end ใจกลางเมือง เมทริส ดิสทริค ลาดพร้าว (Metris District Ladprao) อย่างต่อเนื่อง


“ด้วยความมั่นใจของผู้บริโภคที่มีต่อการพัฒนาโครงการและความใส่ใจในรายละเอียดของเครือเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ประกอบกับการนำดิจิทัล แพลตฟอร์ม มาเพิ่มช่องทางขาย ช่วยให้ทั้ง 2 โครงการใหม่ของเราเข้าถึงผู้บริโภคในยุคดิจิทัลภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันได้ง่ายขึ้น ทำให้เราสามารถกวาดยอดขายได้จากทั้ง 2 โครงการแบบเต็มโควต้าในรอบ VVIP นี้ ถึงแม้จะยังไม่มีห้องตัวอย่างจริง”

โดยที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้จัดดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดหลากหลายรูปแบบกับ 2 โครงการใหม่ อาทิ การจัด Exclusive Sales ของโครงการ มอลตัน เกทส์ ให้แก่ผู้บริโภคระดับ VVIP และ VIP ณ Malton Lounge ชั้น 17 อาคารเมเจอร์ ทองหล่อ รวมทั้งการเปิดขายโครงการเมทริส ดิสทริค ลาดพร้าว รอบ Early Bird บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ควบคู่กับ ไฮไลต์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างการเปิดประมูลออนไลน์ห้องยูนิตสวย ราคาดีเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

น.ส.เพชรลดา กล่าวอีกว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2564 บริษัทฯ จะยังคงพิจารณานำดิจิทัล แพลตฟอร์ม เข้ามามีส่วนช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงทั้งโครงการพร้อมอยู่ (Ready to move in) และโครงการใหม่ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเรายังคงเดินหน้าพัฒนาการตลาดด้านอื่นๆเช่น การเพิ่มช่องทางการชำระเงินแบบออนไลน์รวมถึงรับชำระด้วยคริปโทเคอร์เรนซี เพิ่มโอกาสการเข้าถึงกลุ่ม New Wealth ที่ขยายตัวขึ้นจากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใหม่ๆ


สำหรับ โครงการ มอลตัน เกทส์ - กรุงเทพกรีฑา เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ ที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากแบรนด์ มอลตัน ไพรเวท เรสซิเดนซ์ (Malton Private Residence) แบรนด์บ้านระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ใจกลางเมืองที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและการอยู่อาศัยได้อย่างเหนือระดับ ด้วยคอนเซปต์และดีไซน์ของ

โดยโครงการ ศักยภาพของทำเลฝั่งกรุงเทพตะวันออกที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมราคาเริ่มต้น 33 ล้านบาท ส่งผลให้กลุ่มลูกค้า VVIP สนใจ เข้าร่วมกิจกรรม Exclusive Sales ณ Malton Lounge ชั้น 17 อาคารเมเจอร์ ทองหล่อ และตัดสินใจจองโครงการ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่


ขณะที่ โครงการเมทริส ดิสทริค ลาดพร้าว (Metris District Ladprao) เป็นคอนโดมิเนียม High Rise สูง 45 ชั้น ขนาด 3-2-14.3 ไร่ ตั้งอยู่ใจกลาง New CBD ย่านจตุจักร-ลาดพร้าว ทำเล Gateway การค้าการลงทุนแห่งอนาคต ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานีพหลโยธินเพียง 230 ม. ตัวโครงการมีห้องพักอาศัยรวม 741 ยูนิต มีห้องแต่งครบพร้อมอยู่ (Fully Furnished) ให้เลือก 5 รูปแบบ ขนาดห้องสตูดิโอ, 1 ห้องนอน, 1 ห้องนอน พลัส, 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ และ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ตั้งแต่ 23.7-49.6 ตร.ม. เหมาะแก่การอยู่อาศัยและเพื่อการลงทุน ออกแบบฟังก์ชันภายในห้องตอบโจทย์การ Work From Home ของคนเมืองรุ่นใหม่ทุกยูนิต พร้อม Maximal Facilities ส่วนกลางครบมากที่สุด รองรับหลากไลฟ์สไตล์ และการออกแบบพื้นที่การเป็นคอนโดมิเนียม Pet-Friendly Residences สำหรับคนรักสัตว์กับส่วนกลางสัตว์เลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดบนลาดพร้าว ราคาเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท ราคาดีที่สุดในย่านลาดพร้าว สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลดพิเศษและดูรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่

สำหรับบริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซูรี มีธุรกิจหลักในเครืออยู่ 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย 2.กลุ่มโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เช่น ออฟฟิศและโรงแรม 3.กลุ่มธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ มีวิสัยทัศน์ในการเติบโตอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างโครงการระดับลักซูรีที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

5
เอกชน ลุ้นส่งออกอาหารปี 65 ฝ่าเงินเฟ้อทำนิวไฮ 1.20 ล้านลบ. โต 8.4%

นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในการประสานความร่วมมือของ 3 องค์กร ในส่วนของสถาบันอาหารจะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องภายใต้การดำเนินงานของศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร โดยมีสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมบูรณาการข้อมูล โดยมองว่า แนวโน้มการส่งออกสินค้าอาหารไทยปี 65 คาดว่าจะมีมูลค่า 1,200,000 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 8.4% ซึ่งหากเป็นไปตามคาดจะเป็นสถิติส่งออกสูงสุดครั้งใหม่ (New high) ของการส่งออกอาหาร ทั้งนี้ มีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก

1. ความต้องการสินค้าในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจหลังจากประชากรโลกได้รับวัคซีนโควิด-19 ครอบคลุมมากขึ้น ความอันตรายของโรคลดต่ำลง โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะ +4%

2. ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง ทั้งร้านอาหารและโรงแรมค่อยๆ ฟื้นตัวหลังความกังวลโควิด-19 เริ่มลดลง ประเทศต่างๆ มีมาตรการผ่อนคลายมากขึ้น

3. เงินบาทอ่อนค่า โดยคาการณ์ไว้ที่ 33.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลดีความสามารถการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะอาหารเป็นสินค้าที่พึ่งพิงปัจจัยการผลิตในประเทศเป็นหลักจะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว โดยคาดว่าราคาอาหารโลกจะอยู่ที่ +3.5%

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุน เช่น ราคาน้ำมันที่อาจปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจุบัน จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล อาจขึ้นไปแตะที่ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ได้

อย่างไรก็ตาม คาดว่ายังมีอีกหลายปัจจัยที่จะทำให้การส่งออกไม่เป็นไปตามคาดการณ์ หรือปัจจัยเสี่ยง ได้แก่

1. ราคาวัตถุดิบภาคเกษตร บรรจุภัณฑ์ น้ำมัน เพิ่มสูงขึ้นมาก กระทบต่อต้นทุนการผลิต และขนส่งของภาคอุตสาหกรรมอาหาร

2. การขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 แรงงานส่วนใหญ่เดินทางกลับประเทศ จึงกระทบต่อการเพิ่มผลผลิตและรับคำสั่งซื้อ

3. กำลังซื้อของผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางและระดับล่าง อ่อนตัวลงจากภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งปัจจัยด้านเงินเฟ้อน่าจะมีบทบาทมากที่สุด ในการกดดันภาคอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากจะบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยตรง

สำหรับสินค้าส่งออกหลัก 10 กลุ่มสินค้า คาดว่ามูลค่าการส่งออกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มสินค้า ดังนี้

-กลุ่มขยายตัวสูง (มูลค่าส่งออกขยายตัวมากกว่า 10%) ประกอบด้วย 5 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ ข้าว (+11.4%), ปลาทูน่ากระป๋อง (+12.7%), น้ำตาลทราย (+17.5%), กุ้ง (+12.3%) และสับปะรด (+10.2%) โดยข้าวขยายตัวดีจากเงินบาทอ่อนค่า และคาดว่าราคาส่งออกข้าวในปี 65 จะทรงตัวอยู่ในระดับที่แข่งขันได้

ส่วนปลาทูน่ากระป๋องได้รับแรงหนุนจากเงินเฟ้อ ทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง อาหารบรรจุกระป๋องจะได้รับประโยชน์จากภาวการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคชนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนา ส่วนน้ำตาลทรายจะเริ่มฟื้นตัวตามอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในภูมิภาคที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย กลุ่มประเทศ CLMV ขณะที่กุ้งและสับปะรดได้รับปัจจัยหนุนจากการพื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยว บริการร้านอาหาร และโรมแรม

-กลุ่มขยายตัวปานกลาง (มูลค่าส่งออกขยายตัวมากกว่า 5% แต่ไม่ถึง 10%) ประกอบด้วย 4 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง (+6.2%), มะพร้าว (+6.4%), เครื่องปรุงรส (+7.9%) และอาหารพร้อมรับประทาน (+9.7%) กลุ่มนี้เป็นสินค้าที่โดดเด่นและมีศักยภาพของไทย แนวโน้มการเติบโตเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ โดยแป้งมันสำปะหลังเด่นตรงที่เป็นสินค้าคุณภาพดี ราคาไม่แพง ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย

ทั้งนี้ มีตลาดหลัก คือ จีน ญี่ปุ่น และอาเซียน ที่ระยะทางในการขนส่งไม่ไกล จึงมีศักยภาพในช่วงที่ต้นทุนค่าขนส่งสูง ผลิตภัณฑ์มะพร้าว (กะทิสำเร็จรูป) และเครื่องปรุงรส โดดเด่นจากการเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย (Authentic) ขยายตัวตามความนิยมอาหารไทยที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ส่วนน้ำมะพร้าวของไทยมีรสชาติหอมหวาน มีภาพลักษณ์ความเป็นธรรมชาติ จึงเหมาะกับเทรนด์สุขภาพ ขณะที่อาหารพร้อมรับประทานเติบโตสอดรับกับพฤติกรรมการบริโภคของคนยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวก โดยเฉพาะอาหารพร้อมรับประทานเมนูไทยที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษ

-กลุ่มขยายตัวต่ำ (มูลค่าส่งออกขยายตัวมากกว่า 5%) คือ การส่งออกไก่ (+3.8%) ที่ได้รับผลกระทบจากตลาดหลักอย่างญี่ปุ่น (ตลาดส่งออกไก่ 50% ของไทย) ที่ยังคงมีมาตรการที่เข้มงวดในการเปิดประเทศ ส่งผลทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและร้านอาหารฟื้นตัวช้า กระทบต่อการส่งออกสินค้าไก่ของไทย

นางอนงค์ กล่าวถึงสถานการณ์ปี 64 ว่า การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากความกังวลโควิด-19 คลายตัวลง ประเทศคู่ค้าผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ส่งผลทำให้สินค้าส่งออกที่มีตลาดในกลุ่มธุรกิจบริการร้านอาหารและโรงแรมปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับได้รับปัจจัยบวกจากเงินบาทที่อ่อนค่า ส่งผลดีต่อกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารที่เน้นผลิตเพื่อการส่งออก

ในส่วนของการส่งออกสินค้าอาหารไทยในปี 64 มีมูลค่า 1,107,450 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 11.8% หรือคิดเป็นมูลค่าส่งออก 34,890 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 11.5% ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดโลกของไทยลดลงมาอยู่ที่ 2.30% จาก 2.32% ในปี 63 และอันดับประเทศผู้ส่งออกอาหารของไทยคงที่อยู่ในอันดับที่ 13 ของโลก

ทั้งนี้ ตลาดส่งออกอาหารของไทยปี 64 เพิ่มขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้น สหรัฐฯ แอฟริกา โอเชียเนีย และสหราชอาณาจักร โดยปัจจุบันประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกอาหารอันดับที่ 1 ของไทย มีสัดส่วนส่งออก 24.5% มูลค่าการส่งออก 271,674 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 50.0% จากปีก่อน โดยเพิ่มขึ้นจากการส่งออกผลไม้สดและแป้งมันสำปะหลังเป็นหลัก รองลงมาได้แก่ CLMV และญี่ปุ่น เป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 2 และ 3 มีสัดส่วนส่งออก 12.4% และ 11.5% ตามลำดับ โดยการส่งออกอาหารไปประเทศอินเดียที่ขยายตัวสูงถึง 219.7% จากการส่งออกน้ำมันปาล์มเป็นหลัก ขณะที่การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และแอฟริกาลดลงจากสินค้าทูน่ากระป๋องและข้าวเป็นสำคัญ

นางอนงค์ กล่าวต่อว่า อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลทำให้การส่งออกอาหารในภาพรวมขยายตัวดี คือ ราคาสินค้าเกษตรวัตถุดิบอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยในปี 64 ที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มสินค้าเกษตรวัตถุดิบอาหารมีมูลค่าส่งออก 506,970 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 25.5% หรือมีสัดส่วน 45.8% ของมูลค่าส่งออกอาหารโดยรวม จากสัดส่วน 40.8% ในปีก่อน ขณะที่กลุ่มสินค้าอาหารแปรรูปมีมูลค่าส่งออก 600,480 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% หรือมีสัดส่วนส่งออก 54.2% ของมูลค่าส่งออกอาหารโดยรวม จากสัดส่วน 59.2% ในปีก่อน

สำหรับกลุ่มสินค้าหลักที่การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง (34.3%), กุ้ง (+10.8%), ผลิตภัณฑ์มะพร้าว (+7.7%), เครื่องปรุงรส (13.3%), อาหารพร้อมรับประทาน (+7.7%) และสับปะรด (31.5%) ซึ่งสินค้าดังกล่าวได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของธุรกิจบริการร้านอาหาร หลังการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ในหลายประเทศ ทำให้ประชาชนสามารถออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านได้มากยิ่งขึ้น ในขณะที่กลุ่มสินค้าหลักที่การส่งออกลดลง ได้แก่ ข้าว (-7.1%), ไก่ (-1.7%), ปลาทูน่ากระป๋อง (-18.3%) และน้ำตาลทราย (-13.2%)

ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตัวเลขภาคการส่งออกปี 64 ที่ไม่ตรงกับที่กระทรวงพาณิชย์แถลงก่อนหน้านี้ เนื่องจากองค์กรด้านอุตสาหกรรมอาหารทั้ง 3 แห่ง จะไม่รวมสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง มันเส้น และยางพารา อย่างไรก็ดี การส่งออกที่มีมูลค่าสูงในปี 64 กว่า 90% มาจากสินค้าเกษตร เช่น ผลไม้สด เป็นต้น

สำหรับปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าทั่วโลกรวมทั้งไทยที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาต่อเนื่องมาจากค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 63 ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และราคาถ่านหิน และน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต และการขนส่ง ต่อเนื่องไปถึงราคาสินค้าที่ปรับตัวขึ้น

"สินค้าทุกอย่างขึ้นยกแผงหมด เช่น น้ำมัน ถ่านหิน รวมทั้งค่าแรงก็ขึ้นด้วย แต่เป็นค่าแรงแฝงจากสถานการณ์โควิด-19 ทั้งการลดความหนาแน่นในโรงงาน ค่าใช้จ่ายในการกักตัว และค่าขนส่ง ในส่วนของราคาอาหารน่าจะปรับขึ้นตามกลไกของมัน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการก็อยู่ระหว่างพยายามสู้กับราคา และรัฐก็พยายามออกมาตรการตรึงต้นทุนแล้ว แต่หากผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อก็จะย้อนกลับมาส่งผลกระทบเป็นวัฎจักร" นายพจน์ กล่าว
ดังนั้น รัฐต้องเร่งแก้ไขปัญหา เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้าอาหารให้มากขึ้น เช่น จะต้องผลักดันการทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) เนื่องจากไทยเสียสิทธิ์การส่งออกให้ประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม ในขณะเดียวกัน รัฐควรผลักดันการนำเข้าวัตถุดิบที่ไม่กระทบกับสินค้าเกษตรของไทย เพื่อนำมาแปรรูป และส่งออก เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าแปรรูปได้

นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่หอการค้ามองว่า จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกเป็นอย่างมาก คือ ค่าเงินบาทซึ่งถือเป็นตัวแปรสุดท้ายในการช่วยลดต้นทุน โดยหากเงินบาทไม่ถึง 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือแข็งค่ากว่า 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ก็จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกเป็นอย่างมาก

นายพจน์ ยังได้กล่าวถึงการส่งออกสุกรว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนการส่งออกสุกรตัวเป็นๆ จำนวนน้อย และขณะนี้รัฐก็ออกมาตรการห้ามส่งออก จึงไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกมาก ในขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์หมูแปรรูปก็ยังทำตลาดได้ไม่มาก จึงได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้ อุตสาหกรรมสุกร อาจต้องเพิ่มต้นทุนในการผลิต จากการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประเทศอื่นๆ มากขึ้นด้วย

ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นอุปสรคต่อการส่งออกในปี 65 ว่า ผู้ประกอบการ และรัฐ จะต้องปรับตัว และควบคุมต้นทุนต่างๆ ให้มากขึ้น เช่น การนำเครื่องจักรมาใช้ในการทำงาน การควบคุมไม่ให้ดอกเบี้ยขึ้นสูงเกินไป รวมถึงการให้โอกาสผู้ประกอบการ SME ขึ้นมามีบทบาทมากขึ้น ในขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตที่สำคัญ อย่างค่าไฟฟ้า และค่าธรรมเนียมต่างๆ รัฐก็สามารถเข้ามาช่วยในส่วนนี้ได้

"เอกชนพยายามควบคุมราคาแล้ว แต่ต้องให้รัฐเข้ามาช่วยด้วย อย่างเรื่องเล็กๆ เช่น Digital Transform ลดการใช้เอกสาร และไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางไปดำเนินการเรื่องต่างๆ ที่สถานที่ราชการ เป็นต้น" นายวิศิษฐ์ กล่าว

6
6 แบงก์ประเดิมนำร่องเปิดให้บริการ dStatement ก่อนทยอยเพิ่มใน H1/65

นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ร่วม กับสมาคมธนาคารไทย และสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ร่วมเปิดตัวการให้บริการ dStatement (digital bank statement) ซึ่ง เป็นการให้บริการรับ-ส่ง ข้อมูลรายการเคลื่อนไหวบัญชีเงินฝาก (bank statement) ในรูปแบบดิจิทัลโดยตรงระหว่างสถาบันการเงิน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนที่ต้องการใช้ข้อมูล bank statement เป็นหลักฐานประกอบการสมัครขอใช้บริการทางการเงิน สามารถขอให้ ธนาคารที่ตนเองมีบัญชีเงินฝากอยู่ ส่งข้อมูล bank statement ไปยังธนาคารแห่งอื่นได้โดยตรง ผ่านช่องทาง mobile banking application หรือช่องทางอื่นตามที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งกำหนด ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกในการใช้บริการทางการ เงินยิ่งขึ้น จากเดิมที่ต้องขอข้อมูลดังกล่าวในรูปเอกสารกระดาณ

โดยในระยะแรกของการให้บริการ dStatement จะเริ่มใช้สำหรับการสมัครขอสินเชื่อผ่านช่องทางดิจิทัล และมีธนาคารที่ เปิดให้บริการ dStatement ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2565 เป็นต้นไป จำนวน 6 ธนาคาร และจะทยอยเปิดให้บริการเพิ่มเติมอีก 5 ธนาคาร ภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2565

การให้บริการ dStatement ถือเป็นโครงการนำร่องโครงการแรก ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือ "การพัฒนามาตรฐานและ ใช้มาตรฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อส่งเสริมบริการทางการเงิน" ซึ่งธนาคารสมาชิกของสมาคมธนาคารไทย สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ และ สมาคมธนาคารนานาชาติ ได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2564 ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการทางการเงินสามารถใช้ประโยชน์ จากข้อมูลของตนเองที่มีอยู่กับสถาบันการเงินแต่ละแห่ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการเลือกใช้บริการทางการเงินที่หลากหลายจากสถาบันการเงิน แห่งอื่น ๆ ได้โดยสะดวก รวดเร็ว และตรงตามความต้องการของตนเองยิ่งขึ้น และถือเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นที่จะช่วยสนับสนุนการยกระดับ บริการทางการเงินสู่บริการทางการเงินดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

นายรณดล กล่าวว่า พัฒนาการด้านเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมา เป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งให้ระบบการเงินของประเทศก้าวสู่ โลกการเงินดิจิทัล ดังนั้นการสร้างระบบนิเวศที่เปิดกว้างให้ทั้งผู้ใช้บริการทางการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินสามารถใช้เทคโนโลยี และข้อมูลที่มีให้เกิดประโยชน์ เพื่อต่อยอดพัฒนานวัตกรรมในการให้บริการ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ได้ หลากหลายอย่างเสรี จึงเป็นสิ่งสำคัญ

"การเปิดตัวบริการ dStatement ในวันนี้ ถือเป็นการปักหมุดจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศ ที่เปิดกว้างในการแบ่งปัน ข้อมูล (open data ecosystem) เพื่อวางรากฐานที่จำเป็นให้ภาคการเงินไทย พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งระบบ นิเวศนี้ จะช่วยปลดล็อกให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลของตนเอง เพื่อเข้าถึงบริการทางการเงินที่ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ ลด ต้นทุน และส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่เป็นประโยชน์กับประชาชนมากขึ้น" นายรณดล กล่าว

นายรณดล ยืนยันว่า การที่แต่ละธนาคารจะนำข้อมูลของลูกค้าออกมาใช้ระหว่างกันในการพิจารณาคำขอสินเชื่อนั้น จะอยู่ภาย ใต้การคำนึงถึงสิทธิในข้อมุลส่วนบุคคล ซึ่งข้อมูลที่แต่ละธนาคารจะนำออกมาใช้ได้จะต้องผ่านการยินยอมจากลูกค้าก่อน โดยลูกค้าจะเป็นผู้ กำหนดเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ว่าจะให้ธนาคารนำข้อมูลไปใช้ได้กับกรณีใดบ้าง ขณะเดียวกัน ขอให้มั่นใจว่าธนาคารจะปกป้องข้อมูลของ ลูกค้าไม่ให้เกิดการรั่วไหล โดยระบบการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล จะเป็นไปตามมาตรฐานการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรฐานสากล

อย่างไรก็ดี คาดหวังว่าในอนาคตจะมีการต่อยอดข้อมูลดังกล่าวนอกเหนือจากการใช้ข้อมูลระหว่างธนาคารพาณิชย์ และ ธนาคารของรัฐออกไปเพิ่มเติม เช่น Non-Bank หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนอื่นๆ หรือแม้แต่การใช้ dStatement เพื่อการขอวีซ่า เป็นต้น

"ธปท. คาดหวังว่าจะมีการต่อยอดบริการมากขึ้นในอนาคตนอกเหนือจากสถาบันการเงินด้วยกันเอง เช่น หน่วยงานอื่นๆ ภาค รัฐ และเอกชน หรือแม้แต่บริการขอวีซ่า...ซึ่งการใช้ข้อมูลจะต้องอยู่ภายใต้พื้นฐานการได้รับการยินยอมของลูกค้า และได้รับการอนุญาต เฉพาะตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้" นายรณดล กล่าว

ด้านนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า สมาคมธนาคารไทย และธนาคารสมาชิก สนับสนุนการพัฒนา บริการ dStatement มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์การเข้าถึงสินเชื่อของลูกค้าได้อย่างทั่วถึง สะดวก และเป็นธรรม โดยบริการ dStatement เป็นตัวอย่างการสร้างระบบนิเวศด้านข้อมูลของภาคการเงิน เอื้อให้เกิดนวัตกรรมบริการทางการเงิน บนช่องทางดิจิทัลเพิ่ม เติม ส่งผลให้ประชาชนได้รับบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการได้ตรงจุดขึ้น มีความสะดวกรวดเร็ว และช่วยยกระดับการให้บริการของ ธนาคารแต่ละแห่งให้สอดคล้องกับกับแผนยุทธศาสตร์ 3 ปีของสมาคมธนาคารไทย ในการนำระบบเทคโนโลยีมาสร้างความเข้มแข็งให้กับ อุตสาหกรรมธนาคาร (Enable Country Competitiveness) ผ่านการสร้างแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลและการสร้างโครงสร้างพื้น ฐาน ลดต้นทุนจากกิจกรรมที่ซ้ำซ้อนกันโดยไม่จำเป็น สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม และรองรับการเปลี่ยนแปลงของภาค ธนาคารในอนาคต เป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

นายฉัตรชัย ศิริไล ประธานสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ กล่าวว่า สถาบันการเงินของรัฐ มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความ เปลี่ยนแปลงด้านบริการทางการเงินแก่ประชาชนด้วยฐานลูกค้าที่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม และเชื่อมั่นว่าการเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าว เป็น การส่งเสริมให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากข้อมูลของตนเองได้มากยิ่งขึ้น จะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้สะดวกขึ้น โดยมีภาระต้นทุนทางการเงินที่ลดลงเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งสมาคมสถาบันการเงินของรัฐและสมาชิกได้ให้การสนับสนุนความร่วมมือของ โครงการนี้มาโดยตลอด

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองผู้อำนวยการ กลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร ธปท. กล่าวว่า การใช้บริการ dStatement เพื่อ ขอรับบริการสินเชื่อ แทนรูปแบบเดิมที่ขอ Statement ในรูปแบบของกระดาษนั้น จะช่วยให้ประชาชนสามารถลดการจ่ายค่าธรรมเนียมใน ส่วนนี้ลงได้ จากเดิมที่อัตรา 100-200 บาท/บัญชี/ครั้ง ลงมาเหลือไม่เกิน 75 บาท/บัญชี/ครั้ง

ทั้งใน ในภาพรวมคำขอสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ (ไม่รวมธนาคารของรัฐ) ในปี 2563 มีทั้งสิ้น 9.6 ล้านคำขอ ส่วนในปี 2564 มีประมาณ 10 ล้านคำขอ ซึ่งในปี 2565 ที่เริ่มต้นให้บริการ dStatement คาดว่าจะยังมีผู้ใช้บริการราว 5-10% หรือคิดเป็น 5 แสน - 1 ล้านคำขอ จากจำนวนคำขอสินเชื่อทั้งหมดในภาพรวม ซึ่งคาดว่าจะทำให้ประหยัดต้นทุนในภาพรวมช่วงแรกได้ราว 250-500 ล้า บาท

"ในปี 65 ซึ่งเป็นช่วงปีแรกของการเริ่มใช้ dStatement เราคงตั้งเป้าไว้ไม่สูงมาก เพราะต้องเริ่มให้ความรู้ความเข้าใจ กับประชาชนก่อน รวมทั้งเร่งให้ลูกค้าเข้ามายืนยันตัวตนในระบบดิจิทัล แต่เชื่อว่าตัวเลขผู้ใช้งานจะเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงถัดไป ถ้า ทำได้ถึง 50% ของยอดคำขอสินเชื่อรวม ก็คาดว่าจะประหยัดต้นทุนของระบบได้ถึง 2,500-3,000 ล้านบาท" นายชัยวัฒน์ กล่าว

ส่วนเรื่องอัตราค่าธรรมเนียมการใช้ dStatement เพื่อยื่นขอสินเชื่อที่ในช่วงแรกยังมีความแตกต่างกันมากในแต่ละธนาคาร นั้น คาดว่าในอนาคต ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะค่อยปรับลดลง หลังจากที่มีการแข่งขันการให้บริการกันมากขึ้นในแต่ละธนาคาร

ไทม์ไลน์ธนาคารที่พร้อมเปิดให้บริการ dStatement ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565

วัน/เดือน ที่เริ่มเปิดบริการ         ธ.ที่พร้อมส่งข้อมูล dStatement           ธ.ที่พร้อมรับข้อมูล dStatement

24 ม.ค. 65               BBL, KTB, KKP, BAY, KBANK, SCB             BBL, KTB, KKP
   มี.ค. 65                      ธกส., ออมสิน, ธอส.                 BAY, KBANK, ธอส.
  เม.ย. 65                            TTB                              SCB
   พ.ค. 65                                                             TTB
   มิ.ย. 65                          CIMBT                            ธกส., ออมสิน

7
GULF เข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน จ.เชียงใหม่ 9.5 MW คาดก่อสร้าง 3 ปี

บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) เปิดเผยว่า บริษัท กัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี จำกัด (Gulf Renewable Energy) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ GULF ถือหุ้น 100% ได้ลงนามสัญญาซื้อขายหุ้นกับนักธุรกิจท้องถิ่น เพื่อเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วน 99.99% ของบริษัท ออล เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี จำกัด (ALL WTE) ซึ่งถือหุ้นในสัดส่วน 99.99% ในบริษัท เชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี จำกัด (CM WTE) ซึ่งได้สิทธิจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ (อบจ.เชียงใหม่) ในการบริหารจัดการระบบจัดการขยะมูลฝอย

โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน CM WTE เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ตั้งอยู่ที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีกำลังการผลิตติดตั้งไม่ต่ำกว่า 9.5 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับปริมาณขยะไม่ต่ำกว่า 650 ตันต่อวันจาก อบจ.เชียงใหม่ โดยมีรายได้จาก 2 ส่วน คือรายได้จากบริการกำจัดขยะด้วยวิธีการคัดแยกและฝังกลบอย่างถูกสุขลักษณะ และรายได้จากการขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดยโครงการมีแผนที่จะเริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าหลังจากได้ลงนามซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟภ. โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ปีในการก่อสร้าง

 

8
ทรู ดิจิทัล เชื่อมต่อทุกชีวิตให้สมาร์ทขั้นสุด เปลี่ยนบ้านให้กลายเป็น “บ้านอัจฉริยะ”ชู 3 จุดเด่น เสมือนผู้ช่วยดิจิทัลประจำบ้าน

ทรู ดิจิทัล เชื่อมต่อทุกชีวิตให้สมาร์ทขั้นสุด เปลี่ยนบ้านให้กลายเป็น “บ้านอัจฉริยะ”ชู 3 จุดเด่น ทั้ง Living TECH เสมือนผู้ช่วยดิจิทัลประจำบ้าน ควบคุมทุกอุปกรณ์ได้ในแอปเดียวพร้อมปรับแต่ง ตั้งค่าได้ตามไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว และสุดล้ำกับอุปกรณ์ IoT ติดตั้งเองได้ง่ายๆเพื่อชีวิตที่ดีกว่า สะดวกสบาย และปลอดภัยยิ่งขึ้น

ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป ผู้นำบริการดิจิทัลครบวงจร จับกระแสสมาร์ทโฮมที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่อยู่บ้านมากขึ้น เปิดประสบการณ์ใหม่ของการใช้ชีวิตยุคดิจิทัล เปลี่ยนบ้านธรรมดา ให้เป็น “บ้านอัจฉริยะ” ชู 3 จุดเด่น ทั้งอุปกรณ์ IoT Smart Home ครบครันและเครื่องใช้ไฟฟ้าสุดไฮเทคที่ติดตั้งได้ด้วยตัวเองง่ายๆแบบ DIY เชื่อมโยงสั่งการผ่าน Living TECH แอปเดียวควบคุมทุกอุปกรณ์ในบ้านได้เพียงปลายนิ้วบนสมาร์ทโฟน เสมือนมีผู้ช่วยดิจิทัลประจำบ้าน พร้อมฟังก์ชั่นเด็ดที่ให้ปรับแต่งและตั้งค่าได้ตามไลฟ์สไตล์ของสมาชิกแต่ละคนในบ้าน ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการอยู่อาศัย ยกระดับความปลอดภัย ดูแลความเรียบร้อยในบ้านได้ตลอด 24 ชั่วโมง


ตลาดสมาร์ทโฮมทั้งในประเทศและทั่วโลกมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย Hootsuite* ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบจัดการ Social Media และ Marketing Solutions ได้รายงานสถิติผู้ใช้ดิจิทัลของประเทศไทย 2021 (Digital 2021: Thailand) ระบุว่า มูลค่าตลาดของอุปกรณ์สมาร์ทโฮมของไทยอยู่ที่ประมาณ 69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตถึง 43.3% จากปี 2019 ด้านข้อมูลการใช้สมาร์ทโฮมในประเทศไทยในปี 2020 มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ใช้งานอุปกรณ์สมาร์ทโฮมเพียง 5% ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 12.3% และมีบ้านที่ติดตั้งอุปกรณ์สมาร์ทโฮม (Penetration rate) คิดเป็นเพียง 10.6% แสดงถึงแนวโน้มที่ยังเติบโตได้อีกมาก สอดคล้องกับการประเมินของ IDC* สถาบันวิจัยด้านการตลาดของสหรัฐฯ ที่คาดว่าการจัดส่งอุปกรณ์สมาร์ทโฮมของโลกจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมในช่วง 5 ปี (ปี 2020-2025) อยู่ที่ 12.2% ซึ่งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนการใช้จ่ายมาเน้นการเพิ่มความสะดวกสบายและความบันเทิงภายในบ้านมากขึ้น ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจดิจิทัลโซลูชันได้มีการเชื่อมต่ออุปกรณ์และเซ็นเซอร์ IoT ไปแล้วเป็นจำนวนกว่า 380,000 อุปกรณ์ ณ สิ้นปี 2020


นายเอกราช ปัญจวีณิน กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจดิจิทัลโซลูชัน บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ทรู ดิจิทัล ผู้นำบริการดิจิทัลครบวงจร เกาะเทรนด์การเติบโตของตลาดสมาร์ทโฮม โดยทรู ดิจิทัล โซลูชัน ดึงศักยภาพความเป็นผู้นำเครือข่ายและแพลตฟอร์ม IoT ของกลุ่มทรู พัฒนานวัตกรรมอุปกรณ์และโซลูชันสมาร์ทโฮม ที่จะเปลี่ยนบ้านธรรมดา เป็น “บ้านอัจฉริยะ” ชู 3 จุดเด่นให้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิทัลได้อย่างลงตัว ได้แก่ อุปกรณ์ IoT Smart Home หลากหลายประเภทและเครื่องใช้ไฟฟ้าสุดอัจฉริยะ ที่ติดตั้งเองได้ง่ายๆ ครอบคลุมการใช้งานเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย การดูแลสุขภาพของทุกคนในบ้านทุกเพศทุกวัย และยกระดับความปลอดภัย ที่สำคัญ ทุกอุปกรณ์สามารถสั่งงานผ่าน Living TECH แอปเดียวควบคุมได้ที่ปลายนิ้วบนสมาร์ทโฟน และยังสามารถปรับแต่งตั้งค่าการใช้งานได้แบบ Personalize ตามไลฟ์สไตล์ของสมาชิกแต่ละคนในบ้าน อาทิ สมาร์ทปลั๊ก (Smart Plug) เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าธรรมดาให้กลายเป็น IoT และรีโมทคอนโทรลอัจฉริยะ (IR Remote Control) รวบรวมและควบคุมรีโมทอินฟาเรดภายในบ้าน เพื่อให้สามารถควบคุม ตั้งค่า สั่งการ ได้ผ่านแอปพลิเคชัน นอกจากนี้ ยังมี หลอดไฟอัจฉริยะ (Smart Light Bulb) ปรับความสว่างได้ไม่จำกัด แสงไฟเต้นตามจังหวะเพลงได้ และยังสามารถเปลี่ยนสีไฟได้ 16 ล้านสี และ หุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะ (Smart Robot Cleaner) ตั้งเวลาทำความสะอาดได้ และกลับเข้าแท่นชาร์ตเองเมื่อแบตหมด เป็นต้น โดย Living TECH เสมือนเป็นผู้ช่วยดิจิทัลประจำบ้าน คอยดูแลความเรียบร้อยในบ้านตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งยังมีระบบการแจ้งเตือนได้แบบเรียลไทม์เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน มั่นใจว่าจะช่วยเติมเต็มการใช้ชีวิตให้คนยุคใหม่ สร้างมาตรฐานของการอยู่อาศัยแบบสมาร์ทได้อย่างเหนือชั้น

สำหรับอุปกรณ์สมาร์ทโฮม ยกระดับบ้านอัจฉริยะ ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้อยู่อาศัยในด้านต่างๆ ดังนี้

•อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย อุ่นใจและปลอดภัยด้วยอุปกรณ์ประตูล็อคอัจฉริยะ (Smart Door Lock) ที่รองรับการปลดล็อคได้ทั้ง ลายนิ้วมือ รหัส การ์ด กุญแจ และแอปพลิเคชัน , กล้องวงจรปิดอัจฉริยะภายนอกบ้าน (Smart Outdoor Camera) กล้องวงจรปิดอัจฉริยะภายในบ้าน (Smart CCTV Camera) และกล้องวงจรปิดอัจฉริยะสำหรับเด็ก (Smart Baby Camera) อุปกรณ์เซ็นเซอร์อัจฉริยะสำหรับดูแลผู้สูงอายุด้วยการตรวจจับการเคลื่อนไหว (Motion Sensor) และปุ่มกดฉุกเฉินอัจฉริยะ (Emergency Button) ขอความช่วยเหลือได้ทันทีในกรณีฉุกเฉิน เพิ่มความปลอดภัยมากขึ้นทั้งอุปกรณ์เซ็นเซอร์อัจฉริยะตรวจจับควัน (Smoke Sensor) และเซ็นเซอร์อัจฉริยะตรวจจับน้ำรั่วซึม (Water Leak Sensor)

•อุปกรณ์เพื่อความสะดวกสบาย รีโมทคอนโทรลอัจฉริยะ (IR Remote Control) หัวใจของการควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีรีโมทภายในบ้านครบในชิ้นเดียว ทั้งโทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ และเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าให้ฉลาดขึ้น ด้วยปลั๊กอัจฉริยะ (Smart Plug) ที่ควบคุมการปิด-เปิด หรือตั้งเวลาการใช้งาน หลอดไฟอัจฉริยะ (Smart Light Bulb) ปรับความสว่างและสีได้ไม่จำกัดและเปลี่ยนสีได้ตามจังหวะเพลง

•อุปกรณ์เพื่อสุขอนามัยของสมาชิกในบ้าน การทำความสะอาดบ้านไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเพียงใช้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะ (Smart Robot Cleaner) ทำงานต่อเนื่องสูงสุด 100 นาที และกลับแท่นชาร์ตอัตโนมัติเมื่อพลังงานต่ำ, เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะ (Smart Weight Scale) วัดไขมัน น้ำในร่างกายและดัชนีมวลกล้ามเนื้อ, Smart Air Purifier เครื่องกรองอากาศอัจฉริยะจับค่าฝุ่น pm 2.5 ฆ่าสารก่อภูมิแพ้และแบคทีเรียได้หมดจด

ผู้สนใจสามารถสัมผัสประสบการณ์อัจฉริยะพร้อมรับโปรโมชันสุดพิเศษ ได้ที่ Lotus’s Smart LivingTECH powered by True แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า โลตัส สุขุมวิท 50

9
Market / SAMTEL พุ่ง 26.83% ราคายัง Laggard-โอกาสรับงานเพิ่ม
« เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:57:08 AM »
SAMTEL พุ่ง 26.83% ราคายัง Laggard-โอกาสรับงานเพิ่ม-เกาะกระแส Metaverse

ราคาหุ้น SAMTEL พุ่งขึ้น 26.83% หรือ 1.65 บาท มาที่ 7.80 บาท เมื่อเวลา 10.51 น.แต่มูลค่าซื้อขายเพียง 40.51 ล้านบาท จากราคาเปิด 6.20 บาท ราคาสูงสุด 7.90 บาท ราคาต่ำสุด 6.20 บาท

ส่วนหุ้น SAMART ปรับขึ้น 9.92% หรือ 0.60 บาท มาที่ 6.65 บาท มูลค่าซื้อขาย 40.2 ล้านบาท จากราคาเปิด 5.95 บาท ราคาสูงสุด 6.75 บาท ราคาต่ำสุด 5.95 บาท

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ราคาหุ้น บมจ.สามารถเทเลคอม (SAMTEL) พุ่งขึ้นมาจากราคาหุ้นยัง Laggard และคาดหวังใหม่เข้ามาหลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย เห็นเศรษฐกิจฟื้นตัว ขณะที่หุ้น บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) ราคาก็ยัง Laggard เช่นกัน

ทั้งนี้ ในวันพุธที่ 26 ม.ค.นี้กลุ่ม SAMART จะแถลงข่าวทิศทางธุรกิจในปี 65

ขณะที่ บล.โนมูระ พัฒนสิน ยังระบุในบทวิเคราะห์ว่า SAMTEL เป็นหนึ่งในหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากเมตาเวิร์สในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน (Upstream) คือธุรกิจวางโครงข่าย ออกแบบ Platform วางระบบ Cyber Security

10
Market / โกลเบล็กให้กรอบ SET ปีนี้ 1,550-1,750 Reopening
« เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:36:44 AM »
โกลเบล็กให้กรอบ SET ปีนี้ 1,550-1,750 Reopening-สื่อสาร-โรงกลั่น-การแพทย์เด่น

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก (GBS) ประเมินทิศทางการลงทุนปี 65 โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในปีนี้ไว้ที่ระดับ 1,550-1,750 จุด โดยแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศมีโอกาสฟื้นตัวชัดเจนได้ในช่วงครึ่งปีหลัง โดยคาดการณ์ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้ที่ 3.7% จากปีก่อนอยู่ที่เพียง 1.2% ภายใต้ปัจจัยเชิงบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในด้านการใช้จ่าย และมาตรการเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกลุ่มเปราะบาง อาทิ โครงการคนละครึ่งเฟส 4 และช้อปดีมีคืน

อีกทั้งสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนมีแนวโน้มว่าจะชะลอความรุนแรง และสามารถคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อประกอบกับการฉีดวัคซีนป้องกันที่สามารถดำเนินการฉีดได้เพิ่มมากขึ้น และเริ่มมีการฉีดกระตุ้นภูมิในเข็มที่ 3 อย่างต่อเนื่อง

ส่วนปัจจัยจากตัวเลขเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศนั้น เชื่อว่ายังอยู่ในสถานการณ์ที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศควบคุมได้ แม้ว่าทางธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะทยอยลดวงเงิน QE และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามแผนเดิมที่ได้มีการส่งสัญญาณในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินทุนและสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นในระยะสั้นก็ตาม

ปัจจัยที่น่าจับตาในปีนี้ อาทิ การรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันที่ 31 ม.ค.นี้ และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งแรกของปี 65 ในวันที่ 9 ก.พ.คาดว่ายังคงระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อจะขยับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2% แต่มั่นใจว่า ธปท.สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

ส่วนการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 25-26 ม.ค.นี้ คาดว่ายังคงเดินหน้าลดวงเงิน QE ต่อเนื่อง ยังคงต้องจับตาแนวทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะยังคงแผนเดิมที่ให้ไว้ก่อนนี้ที่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ประมาณ 3-4 ครั้งหรือไม่

ดังนั้น แนะนำกลยุทธ์ลงทุนในหุ้น 4 กลุ่มเด่นปัจจัยพื้นฐานแกร่ง และแนวโน้มการเติบโตของผลการดำเนินงานในปีนี้มีทิศทางที่สดใส นำโดย กลุ่ม Reopening Play ได้ประโยชน์หากสถานการณ์การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 คลี่คลาย เช่น กลุ่มท่องเที่ยว ERW, CENTEL และ AWC กลุ่มห้างสรรพสินค้า CPN, CRC และ MBK

รองลงมาเป็นหุ้นในกลุ่มสื่อสาร ในปีนี้จะเห็นความเคลื่อนไหวในเรื่องของการควบรวมกิจการระหว่าง TRUE กับ DTAC มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงแนะนำ TRUE, DTAC, ADVANC และ INTUCH

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่มองว่าเป็นสีสันไม่น้อยสำหรับปีนี้คือ หุ้นกลุ่มโรงกลั่น จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของค่าการกลั่นในไตรมาส 4/2564 กว่า 200% สู่ระดับ 6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้คาดว่าผลการดำเนินงานของหุ้นกลุ่มนี้จะปรับตัวโดดเด่นได้เช่นกัน จึงแนะนำหุ้น SPRC และ TOP

และสุดท้ายหุ้นกระแสหรือหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการขายชุดตรวจ ATK ในกลุ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งแนะนำ SMD, WINMED และ TM

ส่วนทิศทางการลงทุนในทองคำ นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ประเมินแนวโน้มราคาทองคำในปีนี้ ว่าราคาทองคำยังคง Side Way Down โดยคาดการณ์ว่าเฟดอาจจะใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดเร็วขึ้นเพื่อควบคุมตัวเลขเงินเฟ้อ เพราะตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดในเดือน ธ.ค.64 สูงสุดในรอบ 39 ปี ที่ 7% ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่สำคัญ คือ 1. อาจลดวงเงิน QE Tapering มากกว่าคาดการณ์ไว้ที่ 15,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 30,000 ล้านดอลลาร์ และการประชุม FOMC ครั้งล่าสุด Dot Plot ชี้กรรมการเฟดเห็นตรงกันถึง 9 คนที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปี 65 ราว 0.25-0.75%

อีกทั้งการแพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน ที่ล่าสุดถึงแม้การแพร่กระจายได้รวดเร็วแต่อาการผู้ป่วยไม่รุนแรง และการฉีดวัคซีนแบบ Vaccine Booster น่าจะมีประสิทธิภาพเพียงพอในการป้องกันไวรัสดังกล่าว จึงมองกรอบการเคลื่อนไหวราคาทองคำที่ 1,650-1,850 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์

11
AIT มั่นใจผลการดำเนินงานปี 64 ทำรายได้เกินเป้าหมาย 6,500 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าผลงานปีนี้เติบโตกว่า 5% แบบคอนเซอร์เวทีฟ

'บมจ.แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี' (AIT) คาดแนวโน้มธุรกิจบริการดิจิทัลและซอฟต์แวร์ใน 3 ปีข้างหน้า (65-68) ขยายตัว 9-10% ต่อปี หลังจากภาคธุรกิจเร่งปรับโครงสร้างองค์กรเน้นขับเคลื่อนมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มั่นใจผลงานปี 64 ทำรายได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 6,500 ล้านบาท ตุน Backlog ปัจจุบันกว่า 7,800 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายรายได้ปี 65 เติบโตกว่า 5% เติบโตแบบคอนเซอร์เวทีฟ ล่าสุดจ่อบุ๊ครายได้จากการขายหุ้นใน Genesis Data Center ให้กับ ETIX Everywhere (ETIX) คาดรับรู้รายได้ในไตรมาส 1/65

นายศิริพงษ์ อุ่นทรพันธุ์ ประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AIT ผู้นำธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยว่า ในระยะ 30 ปีที่ผ่านมา เราได้สร้างผลงานและสะสมประสบการณ์ในเทคโนโลยีต่างๆมาอย่างมากมาย ทำให้ AIT เจริญเติบโต อย่างมั่นคงมาถึงทุกวันนี้ เราได้รับงานโครงการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ (Hardware/Software) ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Network) ระบบ Internet และระบบ Data Center ซึ่งถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบสารสนเทศและการสื่อสาร ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา AIT ได้รับงานโครงการสร้าง Application บนโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว เพื่อใช้ในการทำงานด้านต่างๆ ขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบการจองและออกตั๋วรถไฟและรถขนส่ง และระบบ Clouds บน Data Center นอกจากนั้น AIT ยังได้รับงานโครงการ Big Data Analytics ในหลายโครงการ ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จของเราในการขยายธุรกิจไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นที่ต้องการของตลาดปัจจุบันและอนาคต

ประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AIT กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานใน ปี 2564 บริษัทฯ มั่นใจว่าจะทำรายได้เติบโตกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 6,500 ล้านบาทโดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี บริษัทฯ ทำรายได้จากงบเฉพาะกิจการได้แล้วกว่า 5,414 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 375 ล้านบาท ปัจจุบันมีงานที่รอส่งมอบ (Backlog) ประมาณ 7,800 ล้านบาท พร้อมกันนี้ บริษัทฯ มีงานที่อยู่ระหว่างรอคำสั่งซื้อจากลูกค้า (Waiting for P/O) อีกประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานจากภาครัฐและองค์กร โดยจะรู้แน่ชัดถึงผลประกอบการปี 2564 ในวันประชุมคณะกรรมการบริษัทวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 พร้อมพิจารณาปันผลงวดปลายปี จึงถือได้ว่าเป็นปีที่บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งอีกปีหนึ่ง และยังมี Backlog อีกมากที่จะส่งผลให้ผลประกอบการในปี 2565 เป็นไปตามเป้าหมาย

ในปี 2565 และอีก 3 ปีข้างหน้า AIT มองภาพรวมว่า องค์กรต่างๆมองหาเทคโนโลยีที่สามารถประมวลผลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการนำข้อมูลต่างๆ ไปปรับใช้สำหรับกลยุทธ์ทางธุรกิจต่าง ๆ ทำให้มีข้อมูลจำนวนมหาศาลเกิดขึ้น และเพื่อ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล คาดว่าจะมีแนวโน้มเติบโตได้ดี โดยประเมินภาพตลาดรวมจะขยายตัวกว่า 9-10% ต่อปี เนื่องจากหลายภาคธุรกิจเร่งปรับโครงสร้างองค์กรที่เน้นขับเคลื่อนมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนธุรกิจ บริการดิจิทัล คาดว่าจะขยายตัวในอัตรา 11 -12% ต่อปี โดยมีปัจจัยหนุนหลักจาก 1) การพัฒนาโครงข่ายเทคโนโลยี 5G ภายใต้ แผนยุทธศาสตร์ของภาครัฐที่จะเชื่อมโยงสัญญาณให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในปี 2565 และ 2) รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน และการทำงานที่มีแนวโน้มจะยังคงพึ่งพาบริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการซื้อขายสินค้าและข้อมูล ข่าวสารออนไลน์

ขณะที่แนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2565 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้เติบโตกว่า 5% จากปี 2564 หรือแตะที่ระดับ 6,800 ล้านบาท ถือเป็นการตั้งเป้ารายได้แบบคอนเซอร์เวทีฟ (Conservative) โดยจะมุ่งเน้นตลาดด้าน Cloud Platform, Big Data Analytics, SDN, Cyber Security, และ IOT เพิ่มเติมจากธุรกิจขายระบบโครงสร้างพื้นฐาน ICT ต่างๆ นอกจากนั้น AIT ยังจะสร้างรายได้จากธุรกิจก่อสร้างต่างๆ เช่น Data Center, สถานีไฟฟ้าย่อย(Electrical Substation), และนำสายสื่อสารลงดิน เป็นต้น

นายศิริพงษ์ กล่าวท้ายสุดว่า บริษัทฯ ได้ดำเนินการขายหุ้นบริษัท เจเนซิส ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด (Genesis Data Center) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง 3 บริษัท ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ โดย บมจ. แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี (AIT) มีสัดส่วนโครงสร้างการถือหุ้น 1 ใน 3 ของหุ้นทั้งหมด โดย AIT ได้ขายหุ้นในสัดส่วน 33.33% ให้กับ ETIX Everywhere (ETIX) ในราคา 182 ล้านบาท (รวมคืนเงินกู้ยืมจากผู้ถือหุ้น)

บริษัทฯ คาดว่าจะรับรู้รายได้ หลังหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายเข้ามาในไตรมาส 1/2565 ซึ่งทำให้บริษัทฯ จะนำเงินดังกล่าวไปแสวงหาโอกาสลงทุนพัฒนาโครงการ ใหม่ๆ หรือมองหาโอกาสทางธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตให้กับบริษัทฯ ต่อไป

12


ฮาคาน ซูเคอร์ อดีตดาวเตะทีมชาติตุรกี ปลายทศวรรษที่ 90 และ 2000 ชะตาชีวิตพลิกหลังลุยเล่นการเมืองในตุรกี ก่อนถูกขับไล่ออกจากประเทศบ้านเกิด ก่อนตอนนี้ ผันตัวเองเป็นคนขับอูเบอร์ในสหรัฐฯ

    ฮาคาน ซูเคอร์ อดีตดาวเตะทีมชาติตุรกี และอดีตกองหน้าแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส, อินเตอร์ มิลาน และ กาลาตาซาราย ชีวิตพลิกผันหลังอำลาวงการฟุต.ในปี 2008 ก่อนไปพัวพันการเมืองในประเทศ จนต้องหนีไปใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐ อเมริกา และกลายเป็นคนขับอูเบอร์ ในปัจจุบัน

    โดยในปี 2011 ซูเคอร์ ได้เป็นสมาชิกสมัชชาใหญ่แห่งชาติของตุรกี ก่อนจะลาออกในปี 2015 จากนั้นเขาหนีออกนอกประเทศไปยังสหรัฐอเมริกาในปี 2017 และเปิดเผยในการให้สัมภาษณ์กับเดลีเมลว่า ตอนนี้เขาเป็นคนขับอูเบอร์

    “ผมไม่เหลืออะไรแล้ว เอร์โดกันทำทุกอย่าง สิทธิในเสรีภาพ เสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิในการทำงาน" เขาอธิบายว่าประธานาธิบดี เอร์โดกัน ของตุรกี ขับไล่เขาออกนอกประเทศ พร้อมหมายจับเพื่อจับกุมตัวเขาในข้อหามีส่วนร่วมในการก่อรัฐประหาร 

    “ดูเหมือนไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่าบทบาทของผมในการรัฐประหารครั้งนั้นควรเป็นอย่างไร ผมไม่เคยทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ผมไม่ใช่คนทรยศหรือเป็นผู้ก่อการร้าย"

    “ผมอาจเป็นศัตรู [ของ] รัฐบาลนี้ แต่ไม่ใช่รัฐหรือประเทศตุรกี ผมรักประเทศของผม หลังจากแยกทางกับ เอร์โดกัน ผมเริ่มได้รับการคุกคาม ร้านค้าของภรรยาของผมถูกโจมตี ลูก ๆ ของผมถูกคุกคาม พ่อถูกจับเข้าคุกและทรัพย์สินทั้งหมดของผมถูกริบ"

    "ดังนั้นผมจึงย้ายไปที่สหรัฐ อเมริกา ตอนแรกเปิดร้านกาแฟในแคลิฟอร์เนีย แต่มีคนแปลก ๆ เข้ามา ทำให้ตอนนี้ผมมาขับอูเบอร์ และผมขายหนังสือ"

    สำหรับ ฮาคาน ซูเคอร์  ไม่ใช่นักฟุต.คนแรกที่มีข่าวกับ ประธานาธิบดี เอร์โดกัน ของตุรกี โดยก่อนหน้านี้ในปี 2018 ก็มีเรื่องวุ่นมาแล้ว จากกรณีที่เขาถ่ายภาพร่วมกับ เมซุต โอซิล และ อิลคาย กุนโดกัน ก่อนการเลือกตั้งในตุรกี

    จนเป็นเรื่องวุ่นวายตามมา จน โอซิล ถูกวิจารณ์อย่างหนักจนต้องประกาศอำลาทีมชาติเยอรมัน โดยให้เหตุผลว่ามีการ "เหยียดเชื้อชาติและไม่เคารพ" 

13
เติมคอยส์ COINS เติมเงิน Mico Live, Mico เติมเพชร Mico Live, Mico

"ได้เยอะกว่าเติมผ่านแอป"
พร้อมรับสมัครวีเจ มีเงินเดือน+ค่าของขวัญ 





111Topup เปิดบริการ เติมคอยส์ เติม COINS เติมเพชร เติมรูบี้ วิธีการเติมเงิน เติมคอยส์ MICO เติม COINS เติมเพชรง่ายนิดเดียว เพียงแค่โอนเงินผ่านเลชบัญชีธนาคารของเรา แจ้งโอน พร้อมบอกเลขไอดี รอรับคอยส์ไม่เกิน 30 วินาที การันตีได้คอยส์ชัวร์ แถมเยอะกว่าเติมผ่านในแอป ไม่โกง ไม่หลอก แน่นอน โดยมีการเติมเงินแบบ 2 ช่องทางหลักคือ

1. เติมคอยส์ MICO  เติมผ่านระบบธนาคาร ATM,ฝากเงินผ่านตู้, Mobile Banking ,ผ่านเว็บไซด์ธนาคาร


2. เติมคอยส์ MICO  เติมเงินผ่านบัตรเติมเงิน ทรูมันนี่ 


111Topup รีบแอดไลน์เพื่อรับโปรโมชั่น แถมคอยส์เพิ่มขึ้น
เติมคอยส์ MICO




Add Line : @111Topup


วิธีการเติมเงิน Kitty Live, Mico Live คอยส์ COINS เพชร


1.     แอดไลน์ @111Topup (มี @ ด้วยนะคะ) เติมคอยส์ MICO, KittyLive 


2.     โอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร ตามที่ระบุไว้ หรือ ถ้าเติมผ่านบัตรทรูมันนี่ ให้ส่งหลักฐานบัตรมาที่ไลน์แอด @111Topup


3.     แจ้งเลขไอดี แอฟ Kitty Live, Mico ในไลน์


4.     เมื่อทีมงานรับเรื่องแล้วไม่เกิน 30 วินาทีคุณจะได้รับคอยส์ (COINS) ใน แอฟ Kitty Live, Mico


5.     เติมคอยส์ MICO, KittyLive  เปิดบริการเติมเงินทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 - 02.00 น. (8โมงเช้า-ตี2 ทุกวัน)


 


 


รับสมัครวีเจ ไลฟ์ มีเงินเดือน + ค่าของขวัญ เงินเดือนขั้นต่ำ 6000 บาท 


 


สมัครวีเจ เข้า สังกัด 111 ทำงาน ขั้นต่ำ 20 วัน 30 ชั่วโมงต่อเดือน ทำงานที่บ้านไลฟ์ ออนไลน์ผ่านมือถือ 


มีการันตีเงินเดือน 6000-10000 บาท สำหรับวีเจใหม่ มีเทรนด์งานก่อนขึ้น ไลฟ์ดี ตั้งใจไลฟ์ สังกัดพร้อมซัพพอร์ต ในการหายูสให้แน่นอน รายได้หลักหมื่น - ถึงแสน บาทต่อเดือน


** วีเจที่เคยไลฟ์ BIGO VIBIE YAYA MCAT MLIVE มีการันตีพิเศษ คลิ๊กเลย


สนใจสมัครวีเจ คลิ๊กเลย  https://lin.ee/0apXPWf


 

14

ราล์ฟ รังนิก กุนซือขัดตาทัพของ แมนฯ ยูไนเต็ด ระบุ ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าในเดือนมกราคมนี้จะมีใครย้ายออกจากทีมรึเปล่า พร้อมชม แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ด้วยว่าทำหน้าที่ได้คู่ควรกับตำแหน่งกัปตันทีมสุดๆ
    ราล์ฟ รังนิก ผู้จัดการทีมชั่วคราวของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กล่าวว่าตนไม่สามารถตอบได้ว่าจะมีนักเตะคนไหนที่ย้ายออกจากทีมในตลาดช่วงเดือนมกราคมนี้หรือไม่ โดยบอกเพียงว่ารู้ว่ามีบางคนที่ต้องการบอกลาทีม

    ตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมามีนักเตะหลายคนของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ตกเป็นข่าวว่าไม่มีความสุขกับสถานการณ์ของตัวเองและต้องการบอกลาทีมโดยด่วน อย่างเช่น เจสซี่ ลินการ์ด และ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครที่ย้ายออกจากทีมแม้แต่คนเดียว

    หลังโดนถามว่าจะมีนักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด คนไหนที่ย้ายออกไปในตลาดช่วงเดือนมกราคมนี้หรือไม่แล้วนั้น รังนิก ก็ตอบว่า "ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมรู้แค่ว่านักเตะคนไหนที่อยากย้ายออกจากทีม ผมรู้ดีว่ามันมีการเจรจากับสโมสรต่างๆ อยู่บ้าง แต่ผมไม่ได้มีส่วนร่วมกับเรื่องแบบนั้นเลย ถ้ามันมีอะไรเกิดขึ้นล่ะก็มันก็คงจะมีการแจ้งให้ผมทราบเองนั่นแหละ"

    กุนซือชาวเยอรมันกล่าวชม แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ด้วยว่าทำตัวได้สมกับเป็นกัปตันทีม จากการที่เขาได้สวมปลอกแขนอีกครั้งในนัดล่าสุดที่ชนะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-0 "เขาทำผลงานได้ดีมากๆ ในด้านเกมรับ เขาคอยตะโกนอยู่ตลอดด้วย เขาเล่นได้ตามแบบที่คนเป็นกัปตันทีมควรจะทำกัน"

15
arip ตั้งเป้าปี 65 สร้างกำไรต่อเนื่อง ต่อยอด Virtual Event สู่ Metaverse ตอบโจทย์ภาคธุรกิจยุคดิจิทัล

arip หรือ บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจสื่อและคอนเทนต์ การจัดงานอีเว้นท์ และธุรกิจ Digital Platform & Service เผยผลดำเนินธุรกิจปี 64 เป็นไปตามเป้า แม้เผชิญอุปสรรคในการจัดงานอีเวนต์ พร้อมกางแผนธุรกิจปี 65 นำเทคโนโลยี AR VR และ Metaverse ต่อยอด Virtual & Hybrid Event เต็มสูบ สร้างรายได้กำไรต่อเนื่อง

นายบุญเลิศ นราไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า "ผลการดำเนินงานในปี 64 เป็นไปตามเป้า แม้จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ทำให้ไม่สามารถจัดงานแบบ On ground ได้เต็มที่ แต่บริษัทฯ สามารถปรับตัวตามแนวโน้มของเทคโนโลยีดิจิทัลด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อรองรับการจัดงานอีเวนต์ ทั้งแบบ Virtual และ Hybrid ผสานกับรูปแบบการนำเสนอและเนื้อหาคอนเทนต์ที่ตรงใจ จึงได้รับความไว้วางใจในการพัฒนาและดูแลงานต่างๆ อาทิ แพลตฟอร์มงานกาชาดออนไลน์ปี 63 และปี 64 ในรูปแบบ Virtual Event, แพลตฟอร์ม e-commerce ของงานออกร้านคณะภริยาทูตครั้งที่ 55 ที่พัฒนาให้กับสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย, งาน Virtual Event ที่จัดให้กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), งาน Virtual Event พิธีมอบรางวัลประกันภัยดีเด่น ของสำนักงานคปภ. เป็นต้น"

"ถึงแม้ว่า บริษัทฯ ไม่ได้จัดงาน Commart ในช่วงกลางปีที่ผ่านมาด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ค่อนข้างรุนแรง จึงได้ปรับเปลี่ยนไปจัดในรูปแบบออนไลน์ ที่ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อ รวมถึงความสำเร็จจากการจัดงาน Commart ช่วงปลายปี ทำให้เจ้าของสินค้าและผู้จัดจำหน่ายทั้งรายเล็กและรายใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในการร่วมมือกับงาน Commart ในปี 65 อย่างต่อเนื่อง"

"ภาพรวมปี 64 บริษัทฯ ได้จัดงานรูปแบบออนไลน์ทั้งสิ้น 7 งาน สามารถดึงคนเข้าสู่อออนไลน์ได้มากกว่า 2 ล้านคน และยังมีอีเว้นท์ที่สามารถจัด On ground ภายใต้การจำกัดผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด 5 งาน ทำให้ปี 64 เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีสัดส่วนรายได้ที่มาจากธุรกิจ 3 กลุ่ม คือ ธุรกิจสื่อและคอนเทนต์ 27% ธุรกิจการจัดงานนิทรรศการ งานแสดงสินค้า และกิจกรรมทางการตลาด 33% และธุรกิจ Digital Service & Platform 40%"

"ด้านแผนปี 65 บริษัทฯ ยังคงจัดงานกิจกรรมและอีเวนต์ที่จัดเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน แต่เชื้อว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรงเท่าที่ผ่านมา ในส่วนของงาน Commart ปีนี้ยืนยันจัด 3 ครั้งเช่นเดิม รวมถึงการหาพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อต่อยอดงานให้ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ส่วนงานโครงการต่าง ๆ ส่วนหนึ่งจะเป็นงานที่ได้รับการดำเนินการต่อเนื่องจากปี 64 อาทิ งานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 56 ที่จะจัดในเดือน มี.ค. นี้ งานกาชาดออนไลน์ปี 65 จัดในช่วงปลายปี เป็นต้น รวมถึงโอกาสจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ติดต่อเข้ามาให้บริษัทฯ จัดงานให้ทั้งในรูปแบบ Virtual และ Hybrid ทั้งนี้คาดว่ารายได้ปี 65 จะเติบโตขึ้นจากปี 64 จากปริมาณงานโครงการที่ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา มูลค่าประมาณ 40-50 ล้านบาท คิดเป็น 40% และงานที่บริษัทฯ จัดดำเนินการเองคิดเป็น 60% โดยมีเป้าหมายในการสร้างนวัตกรรมการจัดงานรูปแบบใหม่ ที่เน้นเนื้อหาที่สร้างสรรค์ โดยเน้นไปที่การจัดงานแบบ Virtual Event นำเทคโนโลยี AR VR และ Metaverse เข้ามาใช้อย่างชัดเจนมากขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่า คาดว่าจะเห็นในช่วงปลายปีนี้"

ด้านภาพรวมของสถานการณ์ของงานอีเว้นท์ นายบุญเลิศ ให้ความเห็นว่า "ในปีนี้คาดว่าจะดีขึ้นกว่าปีก่อน การแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนแม้จะแพร่ระบาดเร็ว แต่อาการไม่รุนแรง ประกอบกับการได้รับวัคซีนกันอย่างทั่วถึง ผู้คนจึงไม่มีความกังวลมากนัก อย่างไรก็ตาม รูปแบบวิธีการจัดงานได้เปลี่ยนไปแล้ว งานออนไลน์สามารถเข้าถึงคนจากทุกหนทุกแห่ง มีระบบแพลตฟอร์มสำหรับการซื้อขายที่สามารถซื้อจากที่ไหนก็ได้ แม้จะกลับมาจัดงานได้แบบปกติ แต่เชื่อว่าผู้จัดงานก็จะไม่ทิ้งกลุ่มคนที่อยู่บนออนไลน์ หรือคนที่ไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ รูปแบบการจัดงานจึงถูกปรับเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบHybrid แน่นอน ทำให้เป็นโอกาสดีสำหรับ arip ที่มีประสบการณ์และความพร้อมทั้งการจัดงาน แบบ On ground และ Online จึงเชื่อมั่นว่าบริษัทฯจะสามารถสร้างผลกำไรได้มากขึ้น และสามารถปันผลตอบแทนผู้ถือหุ้นได้"

หน้า: [1] 2 3 ... 95
“เมื่อมีโอกาสและมีงานทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้ หรือเงื่อนไขอันใด ไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใด ย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยัน และ ความซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น” คำสอน ของพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ
- - - - - tutorlive website คุณภาพ สำหรับคุณ - - - - -
น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น Mermaid ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพคุณไม่ควรพลาด " ธรรมชาติที่ไม่ธรรมดา "
Powered by www.tutor-thai.com welcome to tutorlive by tutor-thai.com
Nice To Meet You